ปกติแล้วโปรแกรมทุกๆ โปรแกรม จะทำงานจากบนลงล่าง และประมวลผลจากซ้ายไปขวา เมื่อทำงานเสร็จก็ถือว่าจบการทำงาน ถ้าหากเราต้องการทำงานเดิม ก็ต้องเขียนโปรแกรมซ้ำอีก ฟังก์ชั่นเลยเป็นที่รวบรวมส่วนที่เราจะเรียกใช้งานบ่อยๆ ให้รวมเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยเรียกเพียงชื่อฟังก์ชั่นเท่านั้น ก็จะได้โปรแกรมที่ทำงานตามที่เราต้องการ และยังมีข้อดีคือ ถ้าหากต้องการแก้ไข ก็แก้ไขเพียงแต่ในฟังก์ชั่นเท่านั้น โปรแกรมทั้งหมดของเราก็จะทำงานตามการทำงานของฟังก์ชั่นที่แก้ไขเลย
Function ในภาษา PHP มาอยู่ 4 ชนิดคือ
1. ฟังก์ชั่นภายใน
เป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานที่มากับ php (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) มีราวๆ พันกว่าฟังก์ชั่น (ใครเคยนับบ้างเนี่ย) ซึ่งจะครอบคลุมการทำงานพื้นฐา่นทั้งหมดของการเขียนโปรแกรม PHP จนบางครั้ง เราสามารถเขียนโปรแกรมที่ทำงานได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องเขียนฟังก์ชั่นเพิ่มเติมเลยแม้แต่ฟังก์ชั่นเดียว
ตัวอย่างฟังก์ชั่นภายใน ถ้าหากเปิดดู help จะเขียนเป็นลักษณะนี้
number pow ( number $base, number $exp )
· number คือ ค่าที่ฟังก์ชั่นนี้ส่งกลับออกมา (return) ซึ่งเดี๋ยวเราค่อยมาอธิบายกัน
· pow คือ ชื่อฟังก์ชั่น
· (number $base, number $exp) คือ ค่าที่ต้องส่งให้ฟังก์ชั่นนี้ โดย number หมายถึงชนิดของค่า (datatype) ที่ต้องส่งไปให้
เพราะฉะนั้น ฟังก์ชั่น pow() เราต้องส่งค่าให้จำนวน 2 ค่า เมื่อฟังก์ขั่นทำงานเสร็จแล้วจะคืนค่ากลับมาเป็นชนิดตัวเลข
ถ้าหากเราไม่ได้นำค่าที่ได้ไปทำการคำนวน เราสามารถแสดงค่าออกมาได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเก็บค่าไว้ในตัวแปรใดๆ
2.ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง
เป็นฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อให้ทำงานนอกเหนือจากฟังก์ชั่นที่มีอยู่ใน PHP หรือเราต้องการให้โปรแกรมทำงานตรงกับความต้องการของเรา รูปแบบการเขียนฟังก์ชั่นเป็นดังนี้
1
2
3
4
5
|
<?php
function ชื่อฟังก์ชั่น (ค่าที่ส่งให้) {
การทำงานของฟังก์ชั่น
}
?>
|
หลังจากเราสร้างฟังก์ชั่นได้แล้ว ฟังก์ชั่นของเราจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากไม่สามารถรับค่าเพื่อใช้คำนวนตามที่เราต้องการได้ การส่งค่าให้ฟังก์ชั่นทำการคำนวนนั้นมี 2 รูปแบบคือส่งค่าไปตรงๆ เลย และ ส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งของตัวแปร ส่วนวิธีการรับค่าของฟังก์ชั่นทำได้โดยใส่ตัวแปรเข้าไปใน ( ) มาดูตัวอย่างกัน
2.1 การส่งค่าโดยตรง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
|
<?php
function cArea($r) { // ฟังก์ชั่นหาพื้นที่วงกลม
echo $r * 22 / 7;
}
function sArea($h, $w) { // ฟังก์ชั่นหาพื้นที่สี่เหลี่ยม
echo $h * $w;
}
cArea(15); // ผลลัพท์ 47.1428571429
echo "<br />";
sArea(3, 15); // ผลลัพธ์ 45
?>
|
ถ้าหากส่งค่าให้ฟังก์ชั่นมากเกินกว่าที่ฟังก์ชั่นรับไว้ ค่าที่เกินมา จะไม่ถูกนำไปใช้งาน แต่ถ้าหากส่งค่าไปไม่ครบจะเกิดข้อผิดพลาด Warning: Missing argument
2.2 การส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งตัวแปร
โดยปกติการส่งค่าให้ฟังก์ชั่นจะทำการส่งค่าของตัวแปรนั้นๆ เข้าไปยังฟังก์ชั่นเลย ถ้าหากต้องการผลลัพธ์ของการคำนวนก็ทำการคืนค่า (return) กลับมา แต่เราสามารถเขียนให้ง่ายกว่านั้นได้อีก โดยการส่งตำแหน่ง (address) ของตัวแปรนั้นเข้าไปยังฟังก์ชั่นแทน ก็สามารถทำการคำนวนและเปลี่ยนค่าของตัวแปรที่เราต้องการได้โดยไม่ต้องทำการคืนค่ากลับออกมา ตัวอย่างเช่น
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
|
<?php
function cal_tax(&$cost, $tax) { $cost += $cost * $tax;
}
$cost = 200;
$tax = 0.07;
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost; // ผลลัพธ์ 200
echo "<br />";
cal_tax($cost, $tax);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost; // ผลลัพธ์ 214
?>
|
จะเห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนตัวแปร $cost โดยไม่ต้องทำการคืนค่าในฟังก์ชั่นเลย จริงๆ แล้ว ตัวอย่างด้านบนสามารถเขียนได้อีกแบบดังนี้
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
|
<?php
function cal_tax($cost, $tax) {
$cost += $cost * $tax;
return $cost;
}
$cost = 200;
$tax = 0.07;
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
echo "<br />";
$cost = cal_tax($cost, $tax);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost;
?>
|
2.3 การกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นที่ทำการรับค่านั้น เราจำเป็นที่จะต้องส่งค่าให้กับฟังก์ชั่นนั้นๆ จนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ ถ้าหากส่งค่าไม่ครบจะเกิดข้อผิด Warning: Missing argument ขึ้น หรือ ถ้าเราต้องการสร้างฟังก์ชั่นที่เรารู้ค่าที่ใช้คำนวนอยู่แล้ว เช่นฟังก์ชั่นที่คิดภาษีที่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องคิดที่ 7% แต่ต้องการให้สามารถเปลี่ยนค่าได้โดยที่ไม่ต้องแก้ไขฟังก์ชั่นใหม่ ก็สามารถทำการกำหนดค่าเริ่มต้นขึ้นมาได้เลย ลองดูตัวอย่างกัน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
|
<?php
function cal_tax(&$cost, $tax = 0.07) {
$cost += $cost * $tax;}$cost = $cost1 = 200;
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
echo "<br />";
cal_tax($cost);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost;
echo "<hr />";
echo "คิดภาษีที่ 10%";
echo "<br />";
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost1;
echo "<br />";
cal_tax($cost1, 0.1);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost1;
echo "<br />";
?>
|
จากตัวอย่าง ทำการผสมผสานกันระหว่างการเรียกฟังก์ชั่นโดยใช้อ้างอิงตำแหน่งตัวแปร กับการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น จะเห็นได้ว่า เราเรียกฟังก์ชั่นครั้งแรกโดยไม่ส่งค่าไปแค่ตัวเดียวคือตำแหน่งของตัวแปร $cost เราได้ทำการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ตัวแปร $tax แล้วทำให้ตัวแปร $tax มีค่า 0.07 ตามที่เรากำหนดไว้ แต่พอเรียกครั้งที่สองเราได้ส่งค่า 0.1 ให้กับตัวแปร $tax ด้วย ทำให้ค่าของตัวแปร$tax ถูกเปลี่ยนจาก 0.07 เป็น 0.1 แทน
2.4 การคืนค่าของฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาใช้งานนั้น ถ้าหากไม่มีการส่งค่ากลับคืนมาเมื่อทำงานเสร็จ ฟังก์ชั้นนั้นก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากไม่สามารถนำค่าที่ฟังก์ชั่นคำนวนได้กลับมาใช้งาน การคืนค่าของฟังก์ชั่น สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง return โดยสามารถคืนค่าจากผลลัพธ์การคำนวนได้หนึ่งค่า หรือถ้าต้องการคืนหลายๆ ค่าพร้อมกัน สามารถใช้ตัวแปรแบบ array หรือ list ก็ได้ เช่น
การคืนค่าหนึ่งค่า
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
|
<?php
function cal_tax($cost, $tax = 0.07) {
$cost += $cost * $tax;
return $cost;}
$cost = 200;
echo "ค่าก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
$cost = cal_tax($cost);
echo "<br />";
echo "ค่าหลังคำนวนภาษี " . $cost;
?>
|
การเรียกใช้งานฟังก์ชั่นที่มีการคืนค่านั้น จำเป็นต้องมีตัวแปร หรือคำสั่งใดๆ รองรับการคืนค่านั้นๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว ค่าที่คืนกลับมา ก็ไม่สามารถนำไปใช้งานใดๆ ได้เลย
การคืนค่าหลายค่า
การคืนค่าหลายๆ นั้น ต้องทำให้ตัวแปรนั้นเป็น array ก่อน โดยจะสร้างให้ตัวแปรนั้นเป็น arrayหรือใช้คำสั่ง list() ในการรับค่าก็ได้
ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชั่นที่คืนค่าแบบ array
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
|
<?php
function user() {
$name[] = "POP EYE";
$name[] = "shikimasan[a]gmail[dot]com";
$name[] = "www.cmdevhub.com";
return $name;}
// รับค่าโดยใช้ฟังก์ชั่น list ต้องทำการสร้างตัวแปรรับค่าให้ตรงกับค่าที่คืนกลับมา
list($name, $email, $web) = user();
// รับค่าโดยใช้ตัวแปร ทำให้ตัวแปรนั้นถูกเปลี่ยนเป็นแบบ array โดยอัตโนมัติ
$name = user();
// การอ้างอิงค่าต้องทำการอ้างอิงจาก index ของ array โดยตรง
echo $name[0];
echo $name[1];
?>
|
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเราสามารถรับค่าจากฟังก์ชั่นที่คืนค่าเป็น array ได้ทั้ง 2 แบบ แต่ในการใช้งานจริงๆ จะใช้ฟังก์ชั่น list() รับค่ามากกว่า เพราะต้องกำหนดตัวแปรให้กับค่าที่คืนมาแต่ละค่า ซึ่งจะสื่อความหมายมากกว่ารับค่าโดยใช้ตัวแปรและอ้างอิงโดยใช้หมายเลข index อ้างอิง
2.5 ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั้น (Nesting Function)
ในภาษา PHP เราสามารถสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาภายในฟังก์ชั่นอีกทีได้ แบบตัวอย่าง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
|
<?php
function cal_tax ($price, $tax) {
function cal_vat ($total) {
return $total * 0.07; }
$price += $price * $tax;
echo "จำนวนเงินทั้งหมดหลังรวมภาษี " . $price . " หลังรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม " . ($price + cal_vat($price));}
cal_tax(1500, 0.1); // ผลลัพธ์ 1650 , 1765.5
echo "<br />";
echo cal_vat(100); // ผลลัพธ์ 7
?>
|
Nesting Function ของภาษา PHP ไม่มีการกำหนดระดับของการเข้าถึง (scope) ทำให้ไม่ว่าจะเขียนฟังก์ชั่นไว้ที่ไหน ก็สามารถเรียกใช้ได้ การเขียนแบบนี้ ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริงเท่าไหร่ แต่ก็ให้รู้ไว้ว่าเราสามารถสร้างฟังก์ชั่นแบบนี้ได้
2.6 ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง (Recursive Function)
ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง ใช้สำหรับทำงานซ้ำๆ กันโดยที่เราไม่รู้จำนวนรอบในการทำงาน โดยจะมีจุดสิ้นสุดการทำงานอยู่ในฟังก์ชั่นเองอยู่แล้ว เพื่อให้ฟังก์ชั่นหยุดการทำงาน การเขียนฟังก์ชั่นแบบเรียกตัวเอง จะลดระยะเวลาในการเขียนโปรแกรมไปได้อย่างมาก แต่ปัญหาคือการออกแบบและเขียนได้ยากมาก ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นคนเขียนฟังก์ชั่นแบบนี้กันเท่าไหร่ เรามาดูตัวอย่างฟังก์ชั่นเรียกตัวเองที่เขียนกันบ่อยๆ 2 ตัวอย่างกัน
1
2
3
4
5
6
|
<?php
function fibo($num) {
if ($num == 1 || $num == 2) {return 1;}else {return fibo($num - 1) + fibo($num - 2);}}echo fibo(20);
?>
|
ตัวอย่างแรกเป็นตัวเลข Fibonacci การใช้งานคือ เรียกฟังก์ชั่น fibo() แล้วใส่ตัวเลขตำแหน่งหลักที่ต้องการเข้าไปเช่น fibo(20) หมายถึงตัวเลข fibonacci ในตำแหน่งที่ 20
1
2
3
4
5 6 |
<?php
function fac($num) {
if ($num == 0 || $num == 1) {return 1;}else {return fac($num - 1) * $num;}}echo fac(5);?>
|
ตัวอย่างที่สองเป็นตัวเลข Factorial หรือ n! การทำงานก็คล้ายๆ กับ fibonacci แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่าของ n! เลย